หากคุณกำลังมองหาภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่ไม่ได้เน้นแค่ฉากแหวะ แต่เน้นการปั่นประสาทและสะท้อนความจริงอันน่าสะพรึงกลัวของสังคม รู้ไหมใครโหด หรือชื่อไทย “รู้ไหมใครโหด” คือผลงานที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงนี่ไม่ใช่แค่หนังฆาตกรต่อเนื่องทั่วไป แต่นี่คือการหยิบเอาเรื่องจริงสุดเหลือเชื่อจากยุค 70s มาตีแผ่ผ่านสายตาของผู้หญิงได้อย่างถึงพริกถึงขิง ผลงานการกำกับครั้งแรกของ Anna Kendrick ที่พิสูจน์ว่าเธอไม่ได้มีดีแค่การแสดง แต่ยังมีกึ๋นในการเล่าเรื่องที่เฉียบคมสุดๆ
- ผู้กำกับ: Anna Kendrick
- บทภาพยนตร์: Ian McDonald
- สตูดิโอ/ผู้สร้าง: AGC Studios, Vertigo Entertainment
- นักแสดงนำ: Anna Kendrick, Daniel Zovatto, Tony Hale
เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1978 ณ นครลอสแอนเจลิส เชอรีล แบรดชอว์ (รับบทโดย Anna Kendrick) นักแสดงสาวตกอับที่พยายามดิ้นรนหาทางแจ้งเกิดในวงการฮอลลีวูด เธอตัดสินใจรับงานเป็น “หญิงสาวโสด” ในรายการเกมโชว์หาคู่ยอดฮิตอย่าง The Dating Game เพื่อหวังว่าชื่อเสียงจะช่วยต่อยอดอาชีพของเธอได้ในรายการวันนั้น เธอต้องเลือกว่าจะออกเดทกับชายหนุ่มคนไหนจาก 3 คนที่นั่งอยู่หลังม่าน หนึ่งในนั้นคือ ร็อดนีย์ อัลคาลา (รับบทโดย Daniel Zovatto) ชายหนุ่มรูปหล่อ โปรไฟล์ดี ดีกรีช่างภาพผู้มีเสน่ห์ และเขาก็คือคนที่เชอรีลเลือก!แต่สิ่งที่ทั้งรายการและตัวเชอรีลไม่รู้เลยคือ ภายใต้รอยยิ้มพิมพ์ใจและคำพูดแสนฉลาด ร็อดนีย์คือฆาตกรต่อเนื่องสุดอำมหิตที่กำลังอยู่ระหว่างการออกล่าเหยื่อ และเขาก็ใช้รายการโทรทัศน์นี่แหละ เป็นสนามเด็กเล่นในการหาเหยื่อรายต่อไปของเขา

1. บรรยากาศ “ความไม่น่าไว้วางใจ” ที่อบอวลตลอดทั้งเรื่อง
หนังไม่ได้เปิดฉากด้วยการฆ่าฟันแบบโฉ่งฉ่าง แต่ค่อยๆ สร้างความอึดอัดผ่าน “บรรยากาศ” ร็อดนีย์ อัลคาลา ไม่ใช่ฆาตกรที่ดูน่ากลัวตั้งแต่แรกเห็น เขาสุภาพ ฉลาด และรู้จักวิธีเข้าหาผู้หญิง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาน่ากลัวที่สุด การเฝ้าดูเชอรีลที่พยายามทำตัวให้มีเสน่ห์ในรายการ สลับกับความจริงที่ผู้ชมรู้ว่าผู้ชายคนนี้คือใคร ทำให้เราต้องลุ้นจนแทบหยุดหายใจ
2. การเสียดสีสังคมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ในยุค 70s
จุดที่น่าชื่นชมที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการสะท้อนว่า “ทำไมฆาตกรถึงลอยนวลได้นานขนาดนี้?” หนังแสดงให้เห็นว่าในยุคนั้น เสียงของผู้หญิงมักถูกมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อที่รอดชีวิตมาแจ้งความ หรือแม้แต่ตัวเชอรีลเองที่ถูกโปรดิวเซอร์รายการสั่งให้ “ยิ้มเข้าไว้และทำตัวโง่ๆ” เพื่อให้ผู้ชายดูฉลาดขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเพศนี้เองที่เป็นเกราะกำบังให้ฆาตกรตัวจริงซ่อนตัวอยู่ในที่แจ้งได้อย่างแนบเนียน
3. การแสดงระดับมาสเตอร์พีซของ Daniel Zovatto
Daniel Zovatto ถ่ายทอดบทบาท ร็อดนีย์ อัลคาลา ได้อย่างน่าขนลุก เขาสามารถเปลี่ยนจากโหมด “ผู้ชายในฝัน” ไปเป็น “อสุรกาย” ได้เพียงแค่การขยับแววตาเพียงนิดเดียว มันคือการแสดงที่ทำให้เราเข้าใจคำว่า Psychopath (โรคจิต) ได้อย่างชัดเจนที่สุด
สิ่งที่ทำให้แตกต่างจากหนังแนว Serial Killer อื่นๆ คือการเล่าเรื่องแบบตัดสลับเวลา (Non-linear) หนังไม่ได้อยู่แค่ในสตูดิโอถ่ายทำ แต่พาเราไปเห็น “กิจวัตร” การล่าของร็อดนีย์ในปีก่อนหน้าและปีหลังจากนั้น
เราจะได้เห็นเหยื่อรายอื่นๆ ที่ต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้าย ซึ่งแต่ละฉากถูกดีไซน์มาให้เน้นไปที่ความรู้สึกของเหยื่อมากกว่าความสะใจในการฆ่า มันทำให้คนดูรู้สึกสะเทือนใจและตระหนักถึงภัยเงียบที่ผู้หญิงต้องเผชิญอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในที่เปลี่ยวหรือแม้แต่กลางแสงไฟในสตูดิโอ

Woman of the Hour ไม่ได้แค่มาเพื่อมอบความบันเทิงแบบตื่นเต้นเร้าใจเท่านั้น แต่มันคือการสดุดีแด่เหยื่อและผู้หญิงทุกคนที่ต้องสู้กับระบบที่เพิกเฉยต่อความปลอดภัยของพวกเธอ แอนนา เคนดริก ทำหน้าที่กำกับได้อย่างยอดเยี่ยม เธอรู้ว่าควรจะวางกล้องตรงไหนเพื่อให้คนดูรู้สึกไม่ปลอดภัย และรู้ว่าควรจะจบคลิปแต่ละช่วงอย่างไรให้เราอยากติดตามต่อ
หากคุณเป็นแฟนหนังแนวสืบสวนสอบสวน หรือชอบเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริง (True Crime) นี่คือหนังที่คุณต้องจดไว้ในลิสต์ “ต้องดู” ของปีนี้!
คะแนนความน่าดู: 8.5/10
หาชมได้ที่: Netflix (หรือตามช่องทางสตรีมมิ่งชั้นนำ)




