Woman of the Hour

Woman of the Hour (2023) รู้ไหมใครโหด

หากคุณกำลังมองหาภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่ไม่ได้เน้นแค่ฉากแหวะ แต่เน้นการปั่นประสาทและสะท้อนความจริงอันน่าสะพรึงกลัวของสังคม รู้ไหมใครโหด หรือชื่อไทย “รู้ไหมใครโหด” คือผลงานที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงนี่ไม่ใช่แค่หนังฆาตกรต่อเนื่องทั่วไป แต่นี่คือการหยิบเอาเรื่องจริงสุดเหลือเชื่อจากยุค 70s มาตีแผ่ผ่านสายตาของผู้หญิงได้อย่างถึงพริกถึงขิง ผลงานการกำกับครั้งแรกของ Anna Kendrick ที่พิสูจน์ว่าเธอไม่ได้มีดีแค่การแสดง แต่ยังมีกึ๋นในการเล่าเรื่องที่เฉียบคมสุดๆ

  • ผู้กำกับ: Anna Kendrick
  • บทภาพยนตร์: Ian McDonald
  • สตูดิโอ/ผู้สร้าง: AGC Studios, Vertigo Entertainment
  • นักแสดงนำ: Anna Kendrick, Daniel Zovatto, Tony Hale

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1978 ณ นครลอสแอนเจลิส เชอรีล แบรดชอว์ (รับบทโดย Anna Kendrick) นักแสดงสาวตกอับที่พยายามดิ้นรนหาทางแจ้งเกิดในวงการฮอลลีวูด เธอตัดสินใจรับงานเป็น “หญิงสาวโสด” ในรายการเกมโชว์หาคู่ยอดฮิตอย่าง The Dating Game เพื่อหวังว่าชื่อเสียงจะช่วยต่อยอดอาชีพของเธอได้ในรายการวันนั้น เธอต้องเลือกว่าจะออกเดทกับชายหนุ่มคนไหนจาก 3 คนที่นั่งอยู่หลังม่าน หนึ่งในนั้นคือ ร็อดนีย์ อัลคาลา (รับบทโดย Daniel Zovatto) ชายหนุ่มรูปหล่อ โปรไฟล์ดี ดีกรีช่างภาพผู้มีเสน่ห์ และเขาก็คือคนที่เชอรีลเลือก!แต่สิ่งที่ทั้งรายการและตัวเชอรีลไม่รู้เลยคือ ภายใต้รอยยิ้มพิมพ์ใจและคำพูดแสนฉลาด ร็อดนีย์คือฆาตกรต่อเนื่องสุดอำมหิตที่กำลังอยู่ระหว่างการออกล่าเหยื่อ และเขาก็ใช้รายการโทรทัศน์นี่แหละ เป็นสนามเด็กเล่นในการหาเหยื่อรายต่อไปของเขา

Woman of the Hour

1. บรรยากาศ “ความไม่น่าไว้วางใจ” ที่อบอวลตลอดทั้งเรื่อง

หนังไม่ได้เปิดฉากด้วยการฆ่าฟันแบบโฉ่งฉ่าง แต่ค่อยๆ สร้างความอึดอัดผ่าน “บรรยากาศ” ร็อดนีย์ อัลคาลา ไม่ใช่ฆาตกรที่ดูน่ากลัวตั้งแต่แรกเห็น เขาสุภาพ ฉลาด และรู้จักวิธีเข้าหาผู้หญิง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาน่ากลัวที่สุด การเฝ้าดูเชอรีลที่พยายามทำตัวให้มีเสน่ห์ในรายการ สลับกับความจริงที่ผู้ชมรู้ว่าผู้ชายคนนี้คือใคร ทำให้เราต้องลุ้นจนแทบหยุดหายใจ

2. การเสียดสีสังคมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ในยุค 70s

จุดที่น่าชื่นชมที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการสะท้อนว่า “ทำไมฆาตกรถึงลอยนวลได้นานขนาดนี้?” หนังแสดงให้เห็นว่าในยุคนั้น เสียงของผู้หญิงมักถูกมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อที่รอดชีวิตมาแจ้งความ หรือแม้แต่ตัวเชอรีลเองที่ถูกโปรดิวเซอร์รายการสั่งให้ “ยิ้มเข้าไว้และทำตัวโง่ๆ” เพื่อให้ผู้ชายดูฉลาดขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเพศนี้เองที่เป็นเกราะกำบังให้ฆาตกรตัวจริงซ่อนตัวอยู่ในที่แจ้งได้อย่างแนบเนียน

3. การแสดงระดับมาสเตอร์พีซของ Daniel Zovatto

Daniel Zovatto ถ่ายทอดบทบาท ร็อดนีย์ อัลคาลา ได้อย่างน่าขนลุก เขาสามารถเปลี่ยนจากโหมด “ผู้ชายในฝัน” ไปเป็น “อสุรกาย” ได้เพียงแค่การขยับแววตาเพียงนิดเดียว มันคือการแสดงที่ทำให้เราเข้าใจคำว่า Psychopath (โรคจิต) ได้อย่างชัดเจนที่สุด

สิ่งที่ทำให้แตกต่างจากหนังแนว Serial Killer อื่นๆ คือการเล่าเรื่องแบบตัดสลับเวลา (Non-linear) หนังไม่ได้อยู่แค่ในสตูดิโอถ่ายทำ แต่พาเราไปเห็น “กิจวัตร” การล่าของร็อดนีย์ในปีก่อนหน้าและปีหลังจากนั้น

เราจะได้เห็นเหยื่อรายอื่นๆ ที่ต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้าย ซึ่งแต่ละฉากถูกดีไซน์มาให้เน้นไปที่ความรู้สึกของเหยื่อมากกว่าความสะใจในการฆ่า มันทำให้คนดูรู้สึกสะเทือนใจและตระหนักถึงภัยเงียบที่ผู้หญิงต้องเผชิญอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในที่เปลี่ยวหรือแม้แต่กลางแสงไฟในสตูดิโอ

Woman of the Hour

Woman of the Hour ไม่ได้แค่มาเพื่อมอบความบันเทิงแบบตื่นเต้นเร้าใจเท่านั้น แต่มันคือการสดุดีแด่เหยื่อและผู้หญิงทุกคนที่ต้องสู้กับระบบที่เพิกเฉยต่อความปลอดภัยของพวกเธอ แอนนา เคนดริก ทำหน้าที่กำกับได้อย่างยอดเยี่ยม เธอรู้ว่าควรจะวางกล้องตรงไหนเพื่อให้คนดูรู้สึกไม่ปลอดภัย และรู้ว่าควรจะจบคลิปแต่ละช่วงอย่างไรให้เราอยากติดตามต่อ

หากคุณเป็นแฟนหนังแนวสืบสวนสอบสวน หรือชอบเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริง (True Crime) นี่คือหนังที่คุณต้องจดไว้ในลิสต์ “ต้องดู” ของปีนี้!

คะแนนความน่าดู: 8.5/10

หาชมได้ที่: Netflix (หรือตามช่องทางสตรีมมิ่งชั้นนำ)

Scroll to Top