รีวิว No Hard Feelings เมื่อ “เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์” ต้องมารับจ้างปั้นเด็กเนิร์ดให้เป็นงานหากคุณกำลังมองหาหนังคอมเมดี้ติดเรท R (R-Rated Comedy) ที่มีความดิบ เถื่อน แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นหัวใจแบบคาดไม่ถึง No Hard Feelings คือคำตอบนั้นครับ นี่คือการกลับมาทวงบัลลังก์เจ้าแม่หนังตลกของตัวแม่ระดับออสการ์อย่าง Jennifer Lawrence ที่ทุ่มสุดตัวแบบไม่ห่วงสวย จนเราต้องอุทานว่า “พี่เจนเล่นเบอร์นี้เลยเหรอ!”
No Hard Feelings ข้อมูลภาพยนตร์
- สตูดิโอ: Columbia Pictures (Sony Pictures)
- ผู้กำกับ: Gene Stupnitsky (จาก Good Boys และทีมเขียนบท The Office)
- นักแสดงนำ: Jennifer Lawrence, Andrew Barth Feldman
เรื่องย่อ: ภารกิจ “ปั้น” ที่เริ่มต้นด้วยเงิน แต่จบลงด้วย…ความรู้สึก?
เรื่องราวเกิดขึ้นที่เมืองมอนทอก รัฐนิวยอร์ก เมื่อ แมดดี้ (Jennifer Lawrence) สาวฟรีแลนซ์ขับรถ Uber ที่กำลังถังแตกขั้นสุด แถมบ้านที่เธอโตมาก็กำลังจะถูกยึดเพราะค้างภาษี ในจังหวะที่ชีวิตเข้าตาจน เธอไปเจอประกาศรับสมัครงานสุดแปลกใน Craigslist ของเศรษฐีคู่ผัวเมียคู่หนึ่ง
เงื่อนไขคือ: พวกเขาต้องการใครสักคนมา “เดต” กับ เพอร์ซีย์ (Andrew Barth Feldman) ลูกชายวัย 19 ปีที่เป็นเด็กเนิร์ดสุดโต่ง ไม่ยอมออกจากห้อง ไม่เข้าสังคม และยังเวอร์จิ้นอยู่ ก่อนที่เขาจะไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน
ค่าตอบแทนของงานนี้คือ “รถยนต์ Buick” หนึ่งคัน ซึ่งจะมาช่วยต่อลมหายใจให้แมดดี้ได้ทำอาชีพ Uber ต่อไปได้ แมดดี้จึงตอบตกลงทันที แต่สิ่งที่เธอคิดว่าเป็นงานง่าย ๆ แค่ใช้เสน่ห์ล่อลวงเด็กหนุ่ม กลับกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะเพอร์ซีย์ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นธรรมดาที่เห็นสาวสวยแล้วจะยอมทุกอย่าง งานนี้จึงเต็มไปด้วยความวายป่วงและบทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา

ความน่าสนใจที่ทำให้คุณต้องห้ามพลาด
1. การแสดงระดับ “แบกหนังทั้งเรื่อง” ของเจนลอว์
เราอาจจะชินกับบทบาทเครียด ๆ ใน The Hunger Games หรือ Silver Linings Playbook แต่ในเรื่องนี้ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ปล่อยของในฐานะนักแสดงตลกออกมาอย่างเต็มที่ ทั้งสีหน้า ท่าทาง และจังหวะการรับส่งมุกที่ดูเป็นธรรมชาติมาก ที่สำคัญคือมีฉาก “บู๊” แบบเปลือยเปล่าที่เป็นกระแสไปทั่วโซเชียล ซึ่งพิสูจน์ว่าเธอทุ่มเทให้กับบทแมดดี้อย่างถึงที่สุด
2. เคมีที่แตกต่างแต่ลงตัว (Chemistry)
Andrew Barth Feldman ในบทเพอร์ซีย์ คือส่วนผสมที่ลงตัวมาก เขาสามารถเล่นบทเด็กซื่อบื้อที่ดูน่ารำคาญแต่ก็น่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน เคมีระหว่างเขากับเจนนิเฟอร์ไม่ได้ดู “ปลอม” หรือเน้นไปทางเรื่องเพศเพียงอย่างเดียว แต่มันมีพัฒนาการจากคนแปลกหน้า สู่ครู-ลูกศิษย์ และกลายเป็นเพื่อนแท้ที่ต่างฝ่ายต่างเติมเต็มปมในใจของกันและกัน
3. ตลกแบบมีชั้นเชิง ไม่ใช่แค่ขายมุกทะลึ่ง
แม้หนังจะโปรโมตว่าเป็นหนังเรท R ที่มีความหยาบคายและมุกทางเพศ แต่เนื้อหาข้างในกลับมีความเป็น Coming-of-age (หนังเติบโตตามวัย) ของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หนังจิกกัดพฤติกรรมพ่อแม่ที่สปอยล์ลูกจนทำอะไรไม่เป็น (Helicopter Parents) และสะท้อนภาพชีวิตของคนที่พยายามยึดติดกับอดีตอย่างแมดดี้ได้อย่างน่าสนใจ

บทสรุป: ตลกนำหน้า แต่ซึ้งใจตามมาข้างหลัง
ไม่ได้เป็นแค่หนังตลกดูคลายเครียดไปวัน ๆ แต่มันยังตั้งคำถามกับเราว่า “การก้าวข้ามเซฟโซน” ของแต่ละช่วงวัยนั้นสำคัญแค่ไหน สำหรับเพอร์ซีย์คือการออกจากห้องไปเจอโลกกว้าง แต่สำหรับแมดดี้ คือการยอมรับความจริงและปล่อยวางบางอย่างเพื่อให้ชีวิตเดินหน้าต่อ
ถ้าคุณคิดว่าจะมาดูหนังที่ขายแค่ความเซ็กซี่หรือมุกตลกใต้สะดือ คุณอาจจะเซอร์ไพรส์กับความ “ฟีลกู๊ด” ที่หนังมอบให้ในช่วงท้าย และนี่คือหนึ่งในหนังคอมเมดี้ที่จริงใจที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมาครับ
คะแนนรีวิว: 8/10 (หักคะแนนบางช่วงที่บทดูสูตรสำเร็จไปนิด แต่การแสดงของนักแสดงหลักทดแทนได้หมดเกลี้ยง!)




