Shrek the Third

Shrek the Third เชร็ค ภาค 3

Shrek the Third เมื่อเจ้ายักษ์เขียวต้องเผชิญวิกฤตวัยกลางคน และภารกิจตามหา “รัชทายาท” สุดป่วน!หากพูดถึงแอนิเมชันที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ของเทพนิยาย ชื่อของ Shrek ย่อมลอยขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในใจใครหลายคน หลังจากความสำเร็จถล่มทลายในสองภาคแรก ในปี 2007 สตูดิโอพ่อมดแอนิเมชันอย่าง DreamWorks Animation ก็ได้ส่งภาคต่อที่สามอย่างออกมาสานต่อตำนานความกวน โดยในภาคนี้เรื่องราวขยับขยายไปสู่มิติของความรับผิดชอบ การเติบโต และการเป็นพ่อคน ซึ่งยังคงลายเซ็นความตลกเสียดสีไว้ได้อย่างครบถ้วน

ข้อมูลภาพยนตร์

  • สตูดิโอผู้สร้าง: DreamWorks Animation
  • ผู้กำกับ: Chris Miller
  • พากย์เสียงโดย: Mike Myers (Shrek), Eddie Murphy (Donkey), Cameron Diaz (Fiona), Antonio Banderas (Puss in Boots) และ Justin Timberlake (Artie)

เรื่องย่อ: เมื่อ “อำนาจ” มาพร้อมกับ “ความวุ่นวาย”

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระราชาฮาโรลด์ (เสด็จพ่อของฟิโอน่า) ในร่างกบได้สิ้นพระชนม์ลง ทำให้ เชร็ค (Shrek) ยักษ์เขียวผู้รักสันโดษตกที่นั่งลำบาก เพราะเขาคือผู้สืบทอดบัลลังก์อันดับหนึ่งแห่งอาณาจักร “ฟาร์ ฟาร์ อะเวย์” (Far Far Away) แต่ใครที่รู้จักเชร็คดีคงรู้ว่า การใส่ชุดรัดรูปและนั่งบนบัลลังก์ทองคำคือฝันร้ายชัดๆ!

เชร็คปฏิเสธตำแหน่งและพยายามหาทางออก จนได้รู้ว่ายังมีรัชทายาทอีกคนหนึ่งนั่นคือ “อาร์เธอร์” (หรือ อาร์ตี้) ลูกพี่ลูกน้องของฟิโอน่าที่เป็นเด็กหนุ่มผู้ถูกลืมในโรงเรียนมัธยม เชร็คจึงออกเดินทางไปตามหาอาร์ตี้พร้อมกับคู่หูจอมจ้ออย่าง ดองกี้ และเจ้าเหมียว พุซ อิน บูทส์

ในขณะเดียวกัน เจ้าชายชาร์มมิ่ง (Prince Charming) ที่กำลังตกอับจากการแสดงละครเวทีราคาถูก ก็สบโอกาสรวมพลเหล่าตัวร้ายในเทพนิยาย (ที่มักจะแพ้เสมอ) ออกมาก่อรัฐประหารยึดครองอาณาจักร เชร็คจึงต้องแข่งกับเวลาเพื่อพาอาร์ตี้กลับมาครองบัลลังก์ ก่อนที่บ้านเมืองจะพังพินาศไปมากกว่านี้

Shrek the Third

ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาด Shrek the Third?

1. การเติบโตของเชร็ค: จากยักษ์ในหนองน้ำสู่การเป็นพ่อคน

เสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของภาคนี้คือการเล่นกับ “ความกลัว” ในใจของเชร็ค นอกจากเรื่องการเมืองในวังแล้ว เขายังต้องรับมือกับข่าวใหญ่ว่า ฟิโอน่ากำลังตั้งท้อง! เชร็คกลัวว่าเขาจะเป็นพ่อที่ดีไม่ได้ เพราะภาพลักษณ์ยักษ์เขียวมันดูไม่เข้ากับนิสัยอ่อนโยน ภาคนี้จึงสะท้อนแง่คิดเรื่องการก้าวข้ามความกลัวและการยอมรับบทบาทใหม่ในชีวิตได้อย่างน่าประทับใจ

2. “อาร์ตี้” รัชทายาทสายเนิร์ด และการจิกกัดชีวิตไฮสคูล

การไปตามหาอาร์ตี้ที่โรงเรียนมัธยมอัศวิน เป็นช่วงที่ฮาที่สุดช่วงหนึ่งของเรื่อง ทีมงานดรีมเวิร์คส์เก่งมากในการเอาชีวิตเด็กมัธยมยุคปัจจุบันไปใส่ในโลกแฟนตาซี ทั้งกลุ่มเด็กเชียร์ลีดเดอร์ กลุ่มเด็กเนิร์ด หรือแม้แต่รถม้าที่แต่งซิ่ง ซึ่งมันทำให้คนดูรู้สึกใกล้ชิดกับเรื่องราวได้ง่ายขึ้น

3. พลังหญิงแกร่ง (Princess Power)

ลืมภาพเจ้าหญิงรอความช่วยเหลือไปได้เลย! ในภาคนี้เราจะได้เห็น ฟิโอน่า ผนึกกำลังกับเหล่าเจ้าหญิงในตำนานอย่าง สโนว์ไวท์, ซินเดอเรลล่า และเจ้าหญิงนิทรา ลุกขึ้นมาสู้เพื่อปกป้องอาณาจักร ฉากที่พวกเธอทิ้งนิสัยเดิมๆ แล้วออกมาบู๊คือหนึ่งในไฮไลท์ที่เท่และตลกมาก

4. กองทัพตัวร้ายที่น่าสงสาร

เรามักเห็นกัปตันฮุค แม่มดใจร้าย หรือหมาป่า เป็นผู้แพ้เสมอ แต่ในภาคนี้ ชาร์มมิ่งได้ให้โอกาสพวกเขาทวงคืนความยุติธรรม (ในแบบฉบับตัวร้าย) ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองที่ว่า “ทุกคนต้องการพื้นที่ของตัวเอง” แม้แต่ในนิทานก็ตาม

Shrek the Third

ความน่าติดตามและบทสรุป

เชร็ค ภาค 3 อาจจะมีความดาร์กน้อยกว่าภาคแรก แต่ถูกทดแทนด้วย “หัวใจ” ของเรื่องที่ใหญ่ขึ้น งานด้านแอนิเมชันมีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด ฉากน้ำทะเล แสงเงา และรายละเอียดขนของพุซดูสมจริงมากขึ้นกว่าเดิมมาก

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าติดตามไม่ใช่แค่ความตลกโปกฮา แต่คือการที่หนังตั้งคำถามกับเราว่า “เราจำเป็นต้องเป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็นหรือไม่?” อาร์ตี้ไม่ต้องการเป็นราชา เชร็คไม่ต้องการเป็นราชา แต่สุดท้ายพวกเขาก็เรียนรู้ที่จะสร้างทางเดินของตัวเอง

นี่คือภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว เด็กๆ จะสนุกกับมุกตลกเจ็บตัวและตัวละครสีสันสดใส ส่วนผู้ใหญ่จะได้ข้อคิดเรื่องการจัดการกับความรับผิดชอบและความกลัวในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

คะแนนความน่าดู: ⭐⭐⭐⭐ (8/10) – เป็นภาคที่ดูเพลิน มุกตลกลื่นไหล และให้แง่คิดดีๆ เกี่ยวกับการเติบโต

Scroll to Top